<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>Thai Optometry Network - กลุ่มพัฒนาสายตาไทยบนอินเตอร์เนต</title>
<link>http://www.thaioptometry.net</link>
<description>PHP-Nuke Powered Site</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>ตาต้อ ... ต้อกระจก</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=23</link>
<description>&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ตาต้อเป็นกลุ่มของโรคตาที่มีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละชนิด โดยทั่วไปแล้วตาต้อแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่ ต้อกระจก ต้อเนื้อ และต้อหิน อาการและการรักษาในตาต้อแต่ละชนิดนั้นก็แตกต่างกัน ในโอกาสนี้ขอกล่าวถึงลักษณะ อาการ ของต้อกระจก&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&lt;img height=&quot;252&quot; hspace=&quot;3&quot; src=&quot;catd.jpg&quot; width=&quot;253&quot; align=&quot;left&quot; vspace=&quot;3&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;ก่อนที่จะทำความเข้าใจกับต้อกระจกอาจต้องกล่าวถึงที่มาที่ไปของเลนส์ตาตามปกติก่อน เลนส์ตานั้นเริ่มก่อรูปร่างตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการพัฒนาของมนุษย์ ในระยะแรกๆ นั้นโปรตีนที่ประกอบเป็นเลนส์ตานั้นจะมีความแตกต่างกับโปรตีนที่ประกอบเลนส์ตาในภายหลังซึ่งจะมีลักษณะแบบเดียวกับส่วนประกอบของเลนส์ในผู้ใหญ่ หลังจากที่ทารกคลอดแล้วเลนส์ตาก็ยังคงเจริญเติบโตต่อไปตามอายุโดยมีการสร้างใยเลนส์โปรตีนใหม่ทับชั้นใยโปรตีนเดิมเป็นชั้นๆ จนทำให้เลนส์มีลักษณะคล้ายหัวหอมใหญ่ การเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้ขนาดของเลนส์ตาในเด็กและผู้ใหญ่ต่างกันมาก ในผู้ใหญ่เลนส์ตาจะขยายขนาดและลดความยืดยุ่นลงซึ่งยังผลให้การปรับกำลังสายตาเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในผู้มีอายุมากส่วนของเลนส์ที่มีอายุมากที่สุดเรียกว่า Nucleus ที่เคยใสก็อาจเสื่อมลงไปตามเวลาในผู้สูงอายุจนเกิดภาวะต้อกระจกขึ้น&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ต้อกระจก(Cataract) คือ การขุ่นมัวของเลนส์จากสภาพปกติ สาเหตุที่ทำให้เลนส์ตาขุ่นมัวนั้นมีได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติโดยกำเนิด อุบัติเหตุ โรคจากระบบอื่นของร่างกาย หรือการเสื่อมสภาพตามอายุ ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมาองค์การอนามัยโลกคาดว่ามีผู้ตาบอดเนื่องจากต้อกระจกเป็นจำนวนมากจนต้อกระจกเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดความพิการทางด้านตาโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ในกรณีที่มีต้อกระจกมาแต่กำเนิด(Congenital Cataract) นั้นมักอยู่ในครอบครัวที่มีญาติพี่น้องเป็นต้อกระจกมาแต่กำเนิดอยู่ด้วยเช่นกัน ต้อกระจกที่เกิดจากอุบัติเหตุ(Tramatic Cataract) ซึ่งมักมีลักษณะที่ต่างจากต้อกระจกอื่น มักเกิดในทันทีหรือไม่นานนักหลังการเกิดอุบัติเหตขึ้นกับตา แต่ในบางกรณีอาจเกิดหลังจากเหตุการณ์หลายปีก็เป็นได้ ส่วนมากแล้วผู้ที่เป็นต้อกระจกมักเป็นต้อกระจกเนื่องจากการเสื่อมสภาพของโปรตีนที่ประกอบเป็นเลนส์ตา เรียกว่า ต้อกระจกของผู้สูงอายุ(Senile Cataracts หรือ Nuclear Sclerosis)&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;โดยปกติที่เริ่มเป็นต้อกระจกมีอาการหลายอย่างร่วมกัน เช่น ความชัดเจนลดลง การมองเห็นสีเปลี่ยนแปลง มองเห็นได้ลำบากมากขึ้นในเวลากลางคืน สามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใช้แว่นที่เคยใช้อ่านหนังสือประจำ และอาจเห็นภาพบิดเบือนได้ อาการของต้อกระจกมักเกิดพร้อมๆกันในตาทั้งสองข้าง แต่ความรุนแรงนั้นอาจไม่เท่ากัน ส่วนมากผู้ป่วยเป็นต้อกระจกมักมีอายุประมาณ 60-65 ปีขึ้นไป ในระยะเริ่มแรกสายตาอาจเปลี่ยนไป โดยสายตาจะเริ่มสั้นมากขึ้น ต่อมากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในเลนส์ตามากขึ้นแว่นสายตาไม่สามารถให้ภาพที่ชัดได้ ในบางกรณีผู้ป่วยอาจพบว่าการมองใกล้นั้นดีจนถึงขั้นไม่ต้องใช้แว่นสายตาใดๆ ก็สามารถอ่านหนังสือได้ซึ่งชาวบ้านมักเรียกกันว่า สายตากลับ อย่างไรก็ตามในขั้นสุดท้ายเลนส์ตาที่เป็นมากจะเริ่มสลายตัว ซึ่งถ้าปล่อยไว้ก็จะเป็นอันตรายต่อลูกตาถึงขั้นที่ทำให้เสียลูกตาไปทั้งหมดได้ แต่โดยมากแพทย์ที่ตรวจพบมักตัดสินใจที่จะผ่าเลนส์ตาออกแล้วใส่เลนส์ตาเทียมให้ก่อนที่เลนส์จะเริ่มการสลายตัว&amp;nbsp; หลังการผ่าตัดก็มักจำเป็นต้องมีการวัดสายตากันอีกครั้งเพื่อหาสายตาที่ดูใกล้และดูไกลเมื่อแผลผ่าตัดหายสนิทแล้ว&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ผู้ป่วยต้อกระจกส่วนมากรักษาแล้วได้ผลดี สามารถใช้สายตาได้เกือบเท่าปกติ ทั้งนี้การตรวจพบในระยะเริ่มแรก และการดูแลรักษาต่อมานั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการรักษาได้ผลดีในท้ายที่สุด ตาเป็นอวัยวะที่มีค่าต้องมีการดูแลรักษาเหมือนอวัยวะอื่นๆในร่ายกาย หากดูแลให้ดีแล้วสุขภาพสายตาก็ดี สามารถใช้งานต่อไปได้ในชีวิต&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: overline&quot;&gt;&lt;u&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เอกสารเพิ่มเติมและหนังสือน่าอ่าน&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;div&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;Robert, Daniel K. and Terry, Jack E. Ocular Disease: Diagnosis and Treatment Second Edition.&amp;nbsp; Boston: Butterworth-Heinemann, 1996&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;Grosvenor, Theodore. Primary Care Optometry: Anomalies of Refraction and Binocular Vision. 3rd ed. Boston:Butterworth-Heinemann, 1996&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;Mandava, Suresh; Sweeney, Tara and Guyer, David. Color Atlas of Ophthalmology: The Manhattan Eye, Ear &amp;amp; Throat Hospital Pocket Guide New York: Thieme, 1999&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;pre&gt;&lt;br /&gt;&lt;/pre&gt;</description>
</item>

<item>
<title>ตาต้อ ... ต้อหิน (ไม่แข็งอย่างที่คิด)</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=22</link>
<description>&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ตาต้อเป็นกลุ่มของโรคตาที่มีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละชนิด โดยทั่วไปแล้วตาต้อแบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่ ต้อกระจก ต้อเนื้อ และต้อหิน อาการและการรักษาในตาต้อแต่ละชนิดนั้นก็แตกต่างกัน ในโอกาสนี้ขอกล่าวถึงลักษณะอาการของต้อหิน&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&lt;img height=&quot;206&quot; hspace=&quot;3&quot; src=&quot;Glaucoma.gif&quot; width=&quot;297&quot; align=&quot;left&quot; vspace=&quot;3&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;ต้อหินนั้นเป็นโรคตาที่มีความสลับซับซ้อน เนื่องจากต้นเหตุอาจเกิดขึ้นจากปัญหาในหลายส่วนทั้งในส่วนของตาเองและอวัยวะอื่นของร่างกายด้วย ฉะนั้นก่อนที่จะกล่าวถึงต้อหินจึงขอกล่าวถึงภาวะปกติของความดันในลูกตา(Intraocular Pressure) ความดันในตานั้นเกิดเนื่องจากการที่ตาต้องพยายามคงรูป ตาสามารถสร้างความดันภายในได้จากการผลิตน้ำเหลวในตาที่เรียกว่า Aqueous Humor ซึ่งได้มาจากการสังเคราะห์จากเลือด โดยมีแหล่งผลิตจากอวัยวะของตาที่เรียกว่า ซิลเรียริบอดี้(Ciliary Body) ซึ่งน้ำนี้จะเข้าไปอยู่ในบริเวณห้องหน้าลูกตา (Aqueous Chamber) เพื่อช่วยให้ตาสามารถคงสภาพอยู่ได้คล้ายลมในลูกฟุตบอล อัตราของการผลิตน้ำในลูกตาและอัตราการระบายออกของน้ำในลูกตานั้นต้องมีความสัมพันธ์กัน เพื่อรักษาให้ความดันภายในตาโดยรวมคงที่สม่ำเสมอ&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;การเกิดต้อหินนั้นส่วนมากเกิดเนื่องจากอัตราการผลิตและการระบายออกของน้ำในลูกตาไม่สมดุลกัน เนื่องจากสาเหตุต่างๆ ยังผลให้ความดันในตาเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติที่เคยเป็น จนกระทั่งความดันภายในตาเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนต่างๆของตาโดยเฉพาะระบบจอประสาทตา ต้อหินแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม &lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ต้อหินมุมเปิด(Open-Angle Glaucoma) &lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ต้อหินมุมปิด(Close-Angle Glaucoma)&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot;&gt;ต่างจากความเชื่อโดยทั่วไป การเกิด&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot;&gt;ต้อหินมุมเปิดนั้นมักไ&lt;u&gt;ม่มีอาการปรากฏแน่ชัด&lt;/u&gt;ต่อผู้ป่วย โดยมากแล้วอาการอาจปรากฏเมื่อลานตา(Visual Field) ได้แคบลงอย่างมาก เนื่องจากความเสียหายในบริเวณประสาทของจอตา หากตรวจพบเมื่อโรคเพิ่มเริ่มปรากฎการรักษาก็สามารถช่วยลดความเสียหายหรือหยุด&lt;img height=&quot;148&quot; hspace=&quot;3&quot; src=&quot;file:///C:/Documents%20and%20Settings/Danai%20Tonkerdmonkon/My%20Documents/My%20Pictures/tonometry.jpg&quot; width=&quot;220&quot; align=&quot;right&quot; vspace=&quot;3&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;ความเสียหายไม่ให้ลุกลามจนเกิดอาการตาบอดได้ ความดันตาสำหรับต้อหินมุมเปิดนั้นส่วนมากจะสูงกว่าปกติ แต่ในบางกรณีถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะมีความดันตายังอยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ยังเกิดมีร่องรอยความเสียหายเกิดขึ้นในบริเวณประสาทของจอตาได้ ต้อหินประเภทนี้มักได้รับการแยกออกเป็นประเภทต่างหาก เรียกว่า ต้อหินความดันปกติ(Normal Tension Glaucoma) ซึ่งสามารถตรวจพบได้ง่ายเมื่อทำการทดสอบความกว้างของลานตา เนื่องจากต้อหินมีลักษณะบางส่วนที่ชี้ว่าอาจเกิดจากสภาพเฉพาะทางพันธุกรรมทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นในผู้ที่มีญาติใกล้ชิดที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นต้อหิน ดังนั้นการตรวจลานตาและวัดความดันในตาจึงเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีญาติพี่น้องเป็นต้อหินมาก่อนอยู่แล้ว&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ต้อหินมุมปิดนั้นมักมีอาการรุนแรงและเฉียบพลัน สามารถความเสียหายต่อสุขภาพตาอย่างรุนแรงโดยรวม และมักนำไปสู่ภาวะตาบอดได้อย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ความดันตาในต้อหินมุมปิดนั้นมักสูงกว่าต้อหินมุมเปิดมาก เนื่องจากน้ำในห้องหน้าลูกตาไม่สามารถเข้าถึงอวัยวะที่ทำหน้าที่ระบายน้ำนั้นออกจากห้องหน้าลูกตาได้อย่างสิ้นเชิง อาการอาจเกิดขึ้นอาจเกิดในคราเดียวกันพร้อมๆ กันหรือเกิดเฉพาะบางอาการเป็นครั้งๆ ไปก็ได้ อาการเหล่านี้ได้แก่ ปวดตา ตาแดง ปวดหัว อาเจียนเวียนหัว มองเห็นแสงไฟเป็นรุ้ง และตามองไม่ชัด เป็นต้น หากเกิดอาการเหล่านี้ผู้ป่วยไม่ควรนิ่งนอนใจ และควรไปรับการตรวจโดยเร็วโดยเฉพาะในรายที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการมองเห็นร่วมด้วย&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;อาการเจ็บป่วยในส่วนต่างๆของร่างกาย การอักเสบของตา การเกิดอุบัติเหตุที่กระทบดวงตา หรือพันธุกรรม มักเป็นสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดต้อหินได้ ในการรักษาต้อหินนั้นมักเน้นในการควบคุมความดันตาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเป็นจุดสำคัญเพื่อลดอันตรายต่อประสาทจอตา แพทย์อาจให้ยาหยด หรือยารับประทานก่อน หากความดันไม่ลดลงเท่าที่ควรการผ่าตัดก็สามารถช่วยได้อีกทางหนึ่ง การรักษาต้อหินนั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นการไม่ควรอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยจะหยุดยาเอง เพราะนอกจากจะทำให้การรักษาขากความต่อเนื่องแล้วยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตาด้วย การมาตรวจอย่างส่ำเสมอตามที่แพทย์สั่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่แพทย์จะได้ปรับการรักษาตามสภาพที่ปรากฏได้อย่างถูกต้อง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ต้อหินเป็นโรคตาที่สามารถคุมได้ดีด้วยระบบการรักษาในปัจจุบัน ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทั้งนี้ความร่วมมือในการตรวจ และติดตามผลรักษาทุกระยะของต้อหินเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การรักษาสมรรถภาพของการมองเห็นได้ดี ตาเป็นอวัยวะที่มีค่าต้องมีการดูแลรักษาเหมือนอวัยวะอื่นๆในร่ายกาย หากดูแลให้ดีแล้วสุขภาพสายตาก็ดี สามารถใช้งานต่อไปได้ในชีวิต&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot;&gt;&lt;u&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: overline&quot;&gt;&lt;strong&gt;เอกสารเพิ่มเติมและหนังสือน่าอ่าน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot;&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Robert, Daniel K. and Terry, Jack E. Ocular Disease: Diagnosis and Treatment Second Edition.&amp;nbsp; Boston: Butterworth-Heinemann, 1996&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot;&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Grosvenor, Theodore. Primary Care Optometry: Anomalies of Refraction and Binocular Vision. 3rd ed. Boston:Butterworth-Heinemann, 1996&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot;&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Mandava, Suresh; Sweeney, Tara and Guyer, David. Color Atlas of Ophthalmology: The Manhattan Eye, Ear &amp;amp; Throat Hospital Pocket Guide New York: Thieme, 1999&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;</description>
</item>

<item>
<title>ตาต้อ ... ต้อเนื้อ ต้อลม</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=21</link>
<description>&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&gt;
&lt;p align=&quot; size=&quot;5&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ตาต้อเป็นกลุ่มของโรคตาที่มีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละชนิด โดยทั่วไปแล้วตาต้อแบ่งออกเป็นชนิตใหญ่ๆ ได้&amp;nbsp;3 ชนิดได้แก่ ต้อกระจก ต้อเนื้อ และต้อหิน อาการและการรักษาในตาต้อแต่ละชนิดนั้นก็แตกต่างกัน ในโอกาสนี้ขอกล่าวถึงลักษณะอาการของต้อเนื้อ&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&gt;
&lt;p align=&quot; size=&quot;5&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ต้อเนื้อเป็นโรคที่เก่าแก่ได้รับการอ้างอิงจากเอกสารของชนชาวกรีสโบราณได้ 3,000 ปีล่วงมาแล้ว ต้อเนื้อนั้นสามารถแบ่งออกเป็นได้&amp;nbsp; 2 ระยะ &lt;img height=&quot;165&quot; alt=&quot;ต้อเนื้อ (Pterygium)&quot; src=&quot;ptery2.jpg&quot; width=&quot;223&quot; align=&quot;left&quot; vspace=&quot;7&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;โดยในระยะเริ่มแรกนั้นเรียกว่า ต้อลม(Pinquecula) ซึ่งมีลักษณะเป็นเนื้องอกสีเหลืองที่อยู่บนบริเวณตาขาว ถ้าเนื้องอกนี้เริ่มโตขยายเข้าสู่ตาดำมากขึ้นเรื่อยๆก็จะเปลี่ยนเป็นต้อเนื้อในที่สุด ในทางพยาธิวิทยาแล้วต้อลมนั้นแตกต่างจากต้อเนื้อ และต้อเนื้อที่เกิดขึ้นซ้ำหลังจากการรักษาต้อเนื้อในครั้งแรกก็แตกต่างจากต้องเนื้อที่ปรากฏในอาการตอนแรกๆ จากการศึกษาขั้นต้นนั้นต้อเนื้ออาจเกิดจากปฎิกริยาคล้ายกับภูมิแพ้ของสารที่มาสัมผัสกับเนื้อเยื้อของตา ในบางกรณีต้อเนื้อ หรือต้อลมอาจหยุดการเติบโตเป็นเวลานาน หรือหดตัวลงหายไปโดยสิ้นเชิง ผลการวิจัยยังพบอีกว่า แสงอุลตร้าไวโอเลตมีส่วนทำให้เนื้อเยื้อของตาเปลี่ยนเป็นต้อเนื้อได้ โดยเฉพาะแสงอัลตร้าไวโอเลต บี การป้องกันตาระคายเคืองเนื่องจากสารต่างๆ รวมทั้ง&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;รังสีอัตร้าไวโอเลตจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการที่จะก่อให้เกิดต้อเนื้อได้ ผู้ที่เริ่มเป็นต้อเนื้อนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเนื้องอกที่สามารถสังเกตได้บริเวณตาขาวโดยเนื้อนั้นจะมีสีเหลืองเล็กน้อยจนถึงชมพูแดง ผู้ป่วยยังอาจมีอาการตาแดง ไม่กล้าสู้แสง น้ำตาไหล รู้สึกเหมือนมีผงในตาเกือบตลอด&lt;img height=&quot;190&quot; alt=&quot;ต้อลม (Pinquecula)&quot; src=&quot;pingue.jpg&quot; width=&quot;259&quot; align=&quot;right&quot; vspace=&quot;3&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;เวลา สายตาเอียงอาจเพิ่มขึ้น เห็นภาพซ้อนกัน หรือไม่สามารถมองไปในทิศทางต่างๆได้คล่องเท่าที่ควร อาการเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลตั้งแต่เริ่มแรก โดยมากแล้วหากเริ่มการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกต้อเนื้ออาจไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสายตารุนแรงนัก แต่อาการทางสายตาจะมีมากขึ้นเมื่อต้อเนื้อเริ่มโตเข้าสู่ตาดำ หากต้อเนื้อโตจนบังรูม่านตาดำแพทย์ก็อาจต้องผ่าตัดลอกเนื้อนั้นออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ผู้ป่วยควรตระหนักว่าการผ่าตัดนั้นไม่สามารถรักษาต้อเนื้อได้อย่างสิ้นเชิง ประมาณ 40% ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดที่ได้ผลดีในครั้งแรกยังสามารถกลับมาเป็นต้อเนื้อได้อีก การรักษาด้วยยาหยดตา หรือกระทั่งการฉายรังสีนั้นอาจยังจำเป็นต้องมีอยู่ถึงแม้ว่าการผ่าตัดได้ผลดี ทั้งนี้เนื่องจากต้อเนื้อที่เป็นซ้ำนั้นรักษาได้ยากกว่า และเติบโตรวดเร็วกว่าในครั้งแรกมาก แต่การรักษาในแต่ละวิธีนั้นมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพของผู้ป่วยไม่มากก็น้อย ดังนั้นการเลือกวิธีการักษาใดๆจึงต้องทำอย่างรอบครอบ ในการบำบัดหลังการผ่าตัดนั้นสายตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงแว่นสายตาต้องมีการตรวจวัดใหม่ ในรายที่เป็นมากนั้น แว่นสายตาอย่างเดียวอาจไม่สามารถให้ผลดีได้เท่าที่ควรนั้นคอนเทคเลนส์ชนิดแข็ง(RGP) ก็อาจสามารถช่วยบรรเทาอาการมัวหลังการผ่าตัดได้ดี&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศไทยมีผู้ป่วยทั้งต้อเนื้อและต้อลมจำนวนมาก ทำให้การป้องกันและรักษาต้อเนื้อเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสนใจ การที่เป็นต้อเนื้อนั้นมิได้หมายว่าตาที่เป็นต้อเนื้อนั้นจะไม่สามารถใช้งานได้ หากแต่ว่านั้นหมายถึงสุขภาพตาต้องได้รับการดูแลมากขึ้น ตาก็เหมือนกับอวัยวะอื่นๆในร่างกายที่ต้องมีการดูแลรักษาให้สามารถอยู่ในสภาพดี จะได้อยู่รับใช้ผู้นั้นเป็นเวลานานเท่านาน&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอกสารเพิ่มเติมและหนังสือน่าอ่าน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;1&quot;&gt;1.&amp;nbsp; Robert, Daniel K. and Terry, Jack E. Ocular Disease: Diagnosis and Treatment Second Edition.&amp;nbsp; Boston: Butterworth-Heinemann, 1990&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.&amp;nbsp; Grosvenor, Theodore. Primary Care Optometry: Anomalies of Refraction and Binocular Vision. 3rd ed. Boston:Butterworth-Heinemann, 1996&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.&amp;nbsp; Mandava, Suresh; Sweeney, Tara and Guyer, David. Color Atlas of Ophthalmology: The Manhattan Eye, Ear &amp;amp; Throat Hospital Pocket Guide New York: Thieme, 1999&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.&amp;nbsp; Cameron Malcolm E., Pterygium Throughout the World&amp;nbsp;&amp;nbsp; Springfield, Illinois, USA: Charles C. Thomas Publisher&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.&amp;nbsp; Jaeger Edward A.; Jakobiec Frederick A.; Wheeler Maynard B.; Glasser Joel S.; Chylack Leo T.; Phelps Charles D.; Tasman William S.; Jones Ira S. (1986). Duane&amp;rsquo;s Clinical Ophthalmology Volume 6, January 1986, 35, 1-11&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.&amp;nbsp; Saw S.M. and Tan D. (1999). Pterygium: prevalence, demography and risk factors. Ophthalmic Epidemiology, September 1999, 6(3), 219-228&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.&amp;nbsp; Smith R.J, Hallak J., Vogel M., Kanellopoulos A., Perry H.D., Donnenfeld E., Rahn E. (1996). Visually debilitating pterygium: surgical and contact lens treatment. Contact Lens Association Ophthalmologists Journal, January 1996, 22(1), 83-86&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.&amp;nbsp; Fukushima S.; Inoue T.; Ozeki S. (1999). Postoperative irradiation of pterygium with 90sr eye applicator. International Radiation Oncology Biology and Physics, February 1, 43(3), 597-600&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.&amp;nbsp; Oguz H.; Basar E.; and Gurler B. (1999). Intraoperative application versus postoperative mitomycin C eye drops in pterygium surgery. ACTA Ophthalmology Scand., April 1999, 77(2), 147-150&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10.&amp;nbsp; Cano-Parra J.; Diaz-Llopis M.; Maldonado M.J.; Vila E.; Menezo J.L. (1995). Prospective trail of intraoperative mitomycin C in the treatment of primary pterygium. British Journal of Ophthalmology, May 1995, 79(5), 439-441&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/font&gt;</description>
</item>

<item>
<title>จากโตเกียวถึงบางกอก:  The 15th Asia-Pacific Optometry Congress</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=20</link>
<description>&lt;h3 align=&quot;left&quot;&gt;&amp;quot;Each time a man stands up for an ideal or acts to improve the lot of others or strikes out against injustice, he sends forth a tiny ripple of hope and, crossing each other from a million different centers of energy and daring, those ripples build a current that can sweep down the mightiest walls of oppression and resistance.&amp;quot; - Robert F. Kennedy&lt;/h3&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img height=&quot;156&quot; src=&quot;eye_doctor1.jpg&quot; width=&quot;195&quot; align=&quot;left&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;จากการที่ได้มีตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุมทางวิชาการสายตาของ สภาวิชาการสายตาภาคพื้นเอเชีย-แปชิกฟิก (Asia-Pacific Optometry Council) ตามคำเชิญของเจ้าภาพการประชุม สหพันธ์สมาคมวิชาการสายตาและแว่นตาแห่งประเทศญี่ปุ่น (All Japan Optometric and Optical Associations) โดยมีตัวแทนของประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศเข้าร่วมการประชุมนี้ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นในระหว่างวันที่ 10 &amp;ndash; 15 ตุลาคม 2005 ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นในภาวะทางด้านวิชาการสายตาของภูมิภาคและประเทศไทย โดยหัวข้อหลักของการประชุมนี้คือ ภาวะและปัญหาสายตาของผู้สูงอายุ โดยในปัจจุบันหลายประเทศจำนวนผู้สูงอายุในประเทศของตนเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนซึ่งทำให้ปัญหาสายตาของผู้สูงอายุนั้นเพิ่มขึ้นซึ่งจำเป็นต้องจัดองค์ประกอบของบุคลากรทางด้านต่างๆ ให้เหมาะสม การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีตัวแทนจากประเทศไทยและเป็นประจวบเหมาะกับนโยบายของรัฐบาลที่จะส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการการดูแลในด้านของผู้สูงอายุอีกด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ประเทศญี่ปุ่นนี้มีสถานบริการทางด้านสายตาที่เราเรียกกันว่า ร้านแว่นตา ค่อนข้างมากโดยเฉพาะในย่านธุรกิจของเมือง การแข่งขันทางด้านธุรกิจเกี่ยวกับสายตาทั้งระดับบนและระดับล่างมีค่อนข้างสูง ในญี่ปุ่นร้านแว่นสายตาส่วนมากยังมีการตรวจสายตาด้วยบุคลากรของตนเองโดยบุคลากรเหล่านี้ส่วนมากผ่านการศึกษาระดับอุดมศึกษาระบบเดิมที่เป็น Bachelor of Optomery&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากการที่ได้พบกับผู้นำระดับสูงในระดับผู้นำด้านอุตสาหกรรมและกลุ่มทางวิชาการทาง Optometry ของทางประเทศญี่ปุ่น&lt;img height=&quot;214&quot; src=&quot;st4.jpg&quot; width=&quot;211&quot; align=&quot;right&quot; border=&quot;0&quot; /&gt; ทำให้ทราบว่า ปัญหาหลักของทางญี่ปุ่นเกิดจากจำนวนบุคลากรที่ผ่านระบบการศึกษาแบบเดิมที่เป็นระบบ 4 ปีมีจำนวนผู้ที่จบการศึกษาระบบนี้มากกว่า 7,000 คนทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปแทบไม่ได้ ดังนั้นถึงแม้ว่ากลุ่มนักวิชาการและบุคลากรที่อยู่ในวงการศึกษาระดับอุดมศึกษาของญี่ปุ่นต้องการที่จะเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาของตนให้เท่ากับระดับมาตรฐานการศึกษาสูงสุดทางด้านสายตาซึ่งทางญี่ปุ่นประมาณว่านักศึกษาควรต้องใช้เวลาในการศึกษาอย่างน้อย 5 &amp;ndash; 6 ปีการศึกษาในระดับอุดมศึกษาก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ในเวลาอันใกล้นี้ ผู้นำทางด้านการศึกษาทางด้านวิชาการสายตาและแว่นสายตาของทางญี่ปุ่นเองมีความยินดีที่ได้ยินว่าประเทศไทยสามารถสร้างและดำเนินงานหลักสูตรทางด้าน Optometry ในระดับ Doctor of Optometry ได้เป็นอย่างดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประชุมคราวนี้ตัวแทนประเทศไทยได้พบว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน สิงค์โปร์ มาเลเซีย อินเดีย หรือแม้กระทั่งฟิลิปปินส์ก็ยังประสบปัญหาในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเฉพาะทางด้านสายตาของตนให้เข้าสู่มาตรฐานที่สูงขึ้นในระดับสากล อย่างไรก็ตามตัวแทนจากทุกประเทศเห็นพ้องกันว่า ภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีจากนี้การศึกษาทางด้านในภูมิภาค Optometry จะเปลี่ยนไปมาก น่าแปลกที่ไม่มีประเทศใดในภูมิภาคที่ปรับปรุงหรือสร้างระบบการศึกษาทางด้าน Optometry เป็นระบบ 4 ปีซึ่งนักวิชาการทางด้านสายตาจากหลายประเทศเห็นว่าน้อยเกินไปสำหรับการศึกษาทางด้านสายตาสำหรับอนาคต จากการที่มีหลักสูตรทางด้านสายตาที่เข้มแข็งเช่นหลักสูตร 6 ปีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นผลให้ถูกมองว่าเป็นต้นแบบของหลักสูตรทางด้านสายตายุคใหม่ของหลายประเทศในเอเซีย ตัวแทนจากประเทศไทยกล่าวต่อไปอีกว่า ถึงแม้จะเป็นครั้งแรกๆ ที่ประเทศไทยเข้าร่วมประชุม แต่ประเทศไทยกลับอยู่ในกลุ่มประเทศผู้นำทางด้านวิชาการและการศึกษาทางด้านสายตาของภูมิภาค การผลิตบุคลากรทางด้าน Optometry นั้นให้ได้ตามมาตรฐานสากลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่ทุกประเทศมีการติดต่อกันอย่างไร้พรมแดน อย่างไรก็ตามการสร้างบุคลากรศักยภาพสูงตามแบบอย่างที่มีในระบบสากลมักเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเนื่องจากหลากหลายสาเหตุ อย่างไรก็ตามก็เป็นที่น่ายินดีที่วันนี้ประเทศไทยสามารถยืนในระดับสากลของวิชาการด้านสายตาได้แล้ว อย่างไรก็ดีการทำให้ประเทศเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาวิชาการสายตาของภูมิภาคยังมีภาระที่ต้องแก้ไขในอีกหลายประการ เพราะเป้าหมายหลักของการมีระบบการศึกษาในปัจจุบันครั้งแต่แรกเริ่มนั้นก็คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านทางการดูแลทางด้านสายตาด้วยวิทยาการที่ดีที่สุดนั่นเอง&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;</description>
</item>

<item>
<title>An Optometrist at Best ... A Professional at First</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=19</link>
<description>&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Microsoft Sans Serif&quot; size=&quot;2&quot;&gt;Choosing the best possible care from an eye care provider becomes almost impossible task for most lay person.&amp;nbsp; In many ways, patients could be lied, misinformed, or missed lead in understanding their eye problems that would result in grave consequence to the welfare of their eye health.&amp;nbsp; With total lack of visible regulatory body would be one point to blame but more over, lacking of a common ethical standard in practicing optometry becomes even more essentially importance in the present situation.&amp;nbsp; Ethical standards in practicing optometry should not be compromised to make &lt;img height=&quot;200&quot; src=&quot;c0016719.jpg&quot; width=&quot;200&quot; align=&quot;left&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;way for profits since the end result could be very dramatic both for the patients receiving our care and welfare of our profession. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Today level of competitions and general economic situations make it difficult for optometric practice to survive.&amp;nbsp; It is tempting to reverse our good standards for short profits; however, we should not dismiss our responsibility to the profession as a person in society and health care professional.&amp;nbsp; Optometry in Thailand at this point still very much unregulated such that it is difficult for patients to differentiate good and not so good optometric practices.&amp;nbsp; It is now even more paramount importance for us as optometrists to up hold our ethical standards and stands firmly on our ground deterring waves of criticism in any directions.&amp;nbsp; We must remember that our sacred oath given to us from our forefather for one single purpose of guiding us through hard and difficult time to place welfare of our patients before and foremost. It is the sacred oath that made us optometrist &lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Microsoft Sans Serif&quot; size=&quot;2&quot;&gt;Dr. Norman Bailey have said about being an optometrist that:&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;font face=&quot;Microsoft Sans Serif&quot;&gt;&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/em&gt;&lt;font face=&quot;Microsoft Sans Serif&quot;&gt;&lt;em&gt; As optometrists, we have both the opportunity and privilege of caring for the eyes and vision of our patients.&amp;nbsp; With this privilege comes an awesome responsibility. ... Our patients are, therefore, dependent on us and trust that we are providing them with competent eye and vision care in an environment in which the patients' needs come before those of the optometrist.&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Microsoft Sans Serif&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;Only our patients could appreciate the level of dedications and attentions given to them.&amp;nbsp; We should not take for grant in our patient confidence in the profession. Patients may not be able to distinguish how good the service that they receive; however, they could easily detect humanity in each doctors well beyond our expectation.&amp;nbsp; Certainly, a profession could not progress without clear understanding in its common ethical standards that are basic contract binding every professional accountable to the society.&amp;nbsp; From the first day in profession, this contract is not only binding to us but it is the most significant component of our &amp;quot;awesome responsibility&amp;quot; to the profession and to each of our patients.&amp;nbsp; The contract could not be violated since it is pre-requisite for our profession to maintain functions within the society.&amp;nbsp; Without this common understanding in our contract to the patients, optometry could not exist far and beyond into the future.&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: overline&quot;&gt;Thai&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: overline&quot;&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#000080&quot;&gt;Optometry&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;font color=&quot;#008000&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: overline&quot;&gt;.ORG&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;</description>
</item>

<item>
<title>Giving to the people at frontier of vision care...</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=18</link>
<description>&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Microsoft Sans Serif&quot; size=&quot;2&quot;&gt;More than 72 millions worldwide will become blind by 2020 without more interventions according to framework set within Vision 2020 initiative.&amp;nbsp; Social and economic impacts to these population with blindness could easily delay or cripple development in many nations.&amp;nbsp; The fact that majority of the blinds live in developing and poor nations with very limited resources to fully implement Vision 2020 requirements did not encouraging prospect of improving the situation.&amp;nbsp; Nevertheless, fully utilization of new resources made available through WHO's Vision 2020 initiative would at least cut the number of blind by two-third worldwide.&amp;nbsp; There is no doubt that the people vision health is vital to welfare of the society and the country itself.&amp;nbsp; Hence, it is to the best interest of every government of each country to make all possible efforts to combat this silence plague of humanity.&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Microsoft Sans Serif&quot; size=&quot;2&quot;&gt;&lt;img height=&quot;188&quot; src=&quot;V2.JPG&quot; width=&quot;260&quot; align=&quot;left&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;Many countries opted to ignore problem of preventable vision loss since it is not a life threatening situation however, its impacts could be as devastate to the family of individual with blindness.&amp;nbsp; Researches had showed that family with blind individual would fall into lower socio-economic class and many families within this level of economic base would need heavy supports from social welfare programs.&amp;nbsp; This is troublesome for a poor country that resources are stretched to the limit in many ways.&amp;nbsp; It was known that most of blindness could be easily prevented by simply providing adequate and qualify primary eye care to the community according Vision 2020 Initiative framework; however, many countries still lack of coordinated efforts to make primary eye care possible. &lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Microsoft Sans Serif&quot; size=&quot;2&quot;&gt;In Thailand, eye care situation is still in grave danger of slipping into deeper water of trouble.&amp;nbsp; The problem is far too real in many rural and remote areas of the country.&amp;nbsp; These problems stem from lacking of qualified health care providers to maintain quality eye care in many rural areas.&amp;nbsp; It is not lacking of technologies to provide quality eye care in the country but lacking of personnel&amp;nbsp; knowledgeable to use these technologies effectively to deliver health care to the population.&amp;nbsp; As a primary care provider, optometrist could do more to the society in helping to prevent blindness to become a bigger problem to the country welfare.&amp;nbsp; Most trained optometrist is not only spectacle providers but also can play a major roll in maintaining a person well being.&amp;nbsp; It maybe up to optometrists at large to step up their efforts in coordinated fashion to work as hard as possible for the people at last and help the country get rid of this silence plague of humanity.&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font face=&quot;Microsoft Sans Serif&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Arial&quot; size=&quot;5&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: overline&quot;&gt;&lt;br /&gt;Thai&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: overline&quot;&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#000080&quot;&gt;Optometry&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;font color=&quot;#008000&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: overline&quot;&gt;.ORG&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;</description>
</item>

<item>
<title>แว่นกันแดด...มีมากกว่าที่คิด</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=16</link>
<description>&lt;div&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในประเทศไทยนั้นคือ แสงแดด เนื่องจากภูมิศาสตร์ของประเทศอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้ประเทศไทยโดยรวมได้รับแสงแดดมากโดยเฉพาะในช่วงเวลาจาก 10 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมงเย็น โดยธรรมชาติแสงแดดมีองค์ประกอบของรังสีหลายประเภททั้งที่มีประโยชน์และมีอันตรายต่อมนุษย์ รังสีที่เป็นอันตรายเกือบทั้งหมดถูกบรรยากาศของโลกดูดซึมก่อนที่จะลงมาถึงผิวโลก แต่ทั้งกระนั้นรังสีบางส่วนก็ยังสามารถผ่านทะลุลงมาถึงผิวโลกได้หนึ่งในนั้นก็คือรังสีอุลตร้าไวโอเลต รังสีนี้เป็นส่วนหนึ่งของแสงแดด โดยรังสีอุลตร้าไวโอเลตแบ่งออกป็น 3 ส่วน UV-A, UV-B และ UV-C ในส่วนของ UV-C ที่เป็นรังสีพลังงานสูงนั้นถูกชั้นโอโซนของบรรยากาศโลกดูดซึมไว้เกือบทั้งหมด ส่วนที่ลงมาถึงผิวโลกนั้นเป็น UV-A และ UV-B โดยทั้งUV-A และ UV-B นั้นถึงแม้จะมีพลังงานในตัวน้อยกว่า UV-C อยู่มากแต่ก็สามารถสร้างความเสียหายต่อเซลของร่างกายได้ โดยเฉพาะในดวงตาซึ่งต้องผจญกับรังสีนี้เกือบตลอดเวลาการใช้งานอาจเกิดความระคายเคืองทำให้เยื้อบุของตามีความผิดปกติ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดต้อเนื้อ, ต้อกระจก และเร่งความเสื่อมสมรรถภาพของจอตาได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;ดังนั้นในปัจจุบันแว่นกันแดดจึงเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่จำเป็นที่ต้องได้รับความเอาใจใส่ในการเลือกโดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องทำงานนอกสถานที่ร่มบ่อยๆเป็นเวลานาน ข้อคำนึงที่สำคัญนั้นนอกจากลักษณะตามแฟชั่นแล้วยังต้องคำนึงถึงคุณภาพของเลนส์ในการป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลตเป็นสำคัญ เนื่องจากแว่นแดดที่ไม่สามารถป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ดีนั้นมีผลเสียต่อสุขภาพตามากกว่าไม่สวมแว่นกันแดดนั้นเสียอีก แว่นกันแดดบางแบบไม่สามารถใช้กับเลนส์ที่มีกำลังสายตาได้ ฉะนั้นหากแว่นกันแดดจำเป็นต้องมีสายตาด้วยก็ไม่ควรเลือกแว่นกันแดดที่หน้าแว่นมีความโค้งมากกว่าแว่นสายตาปกติมากนัก ในทางกลับกันแว่นกันแดดที่ไม่จำเป็นต้องมีสายตามักจะมีประสิทธิภาพดีขึ้นหากหน้าแว่นมีความโค้งใกล้เคียงกับลักษณะความโค้งของหน้าผู้ใส่มากที่สุด ตามหลักมาตราฐานขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ว่า แว่นกันแดดที่ได้มาตราฐานในการป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลตนั้นอย่างน้อยต้องสามารถป้องกัน 95% ของ UV-A และ 99% ของ UV-B ไม่ให้ผ่านเลนส์เข้าสู่ดวงตาได้ ในประเทศไทยได้มีการนำพลาสติกมาชุบสารป้องกัน UV เพื่อป้องกันสีตกมาทำขายเป็นเลนส์ในแว่นกันแดดราคาถูก เลนส์กันแดดที่มาจากกรรมวิธีดังกล่าวจะมีคุณสมบัติในการมองเห็นด้อยกว่าและประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV ก็จะลดลงไปตามอายุจนกระทั่งหมดไปในเวลาต่อมาอีกด้วยซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้โดยไม่จำเป็น&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในกรณีของผู้ที่ได้รับการลอกต้อกระจกแล้วใส่เลนส์เทียมหรือไม่นั้น(รวมทั้งผู้ที่เป็นต้อเนื้อ, ต้อลม) เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้แว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ดี ทั้งนี้เนื่องจากรังสีอุลตร้าไวโอเลตมีผลกระทบต่อสุขภาพตาของประชากรส่วนนี้ได้ง่ายมากกว่าปกติ สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องใช้สายตาทั้งในตอนกลางวันที่มีแดดจ้าและตอนกลางคืน เช่น คนขับรถ หรือ เจ้าหน้าที่จราจร จำเป็นต้องมีแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันความสว่างได้อย่างน้อย 80%(หนังสือบางเล่ม 70 - 85% ก็ถือว่าเป็นเกณท์ที่ใช้ได้) ขึ้นไปและต้องสามารถป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลตได้ ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพเหล่านี้ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน(ติดต่อกันมากกว่า 2 ชั่วโมงขึ้นไป)อาจทำให้ความสามารถในการปรับตัวของตาให้รับแสงในตอนกลางคืนหรือในที่มืดเสื่อมสมรรถภาพลงกว่าปกติ การใช้แว่นกันแดดในลักษณะกรณีนั้นๆจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตาเป็นอวัยวะที่มีค่า ควรได้รับความเอาใจใส่เหมือนกับอวัยวะอื่นๆในร่างกาย ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกแว่นกันแดดควรใช้วิจารณญาณในการเลือกให้ดีและคำนึงถึงสุขภาพตาอยู่เสมอ ในระหว่างการตัดสินใจหากมีคำถามควรซักถามผู้ขายโดยเฉพาะคำถามที่เกี่ยวเนื่องกับความสามารถของเลนส ์และแว่นนั้นๆในการป้องกันแสงรังสีอุลตร้าไวโอเลตก่อนตัดสินใจ ทั้งนี้เพื่อความคำนึงถึงของสุขภาพตาเป็นสำคัญ &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;เอกสารเพิ่มเติมและหนังสือน่าอ่าน&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Brooks, Clifford W. and Borish, Irvin M. System for Ophthalmic Dispensing. Boston: Butterworth-Heinemann, 1996&lt;br /&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Pitts DG, Kleinstein RN. Environmental Vision. Boston: Butterworth-Heinemann, 1993&lt;br /&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Peckham RH, Harley RD. Reduction in visual acuity due to excessive sunlight. Arch Ophthalmol 1950;44:625&lt;br /&gt;4.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ANSI 80.3 - 1986. American National Standard for Ophthalmics-Nonprescription Sunglasses and Fashion eyewear--Requirements. New York: American Nation Standards Institute, 1986&lt;br /&gt;5.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Miller D. Effect of sunglasses on the visual mechanism. Surv. Ophthalmol 1974;19:38 &lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;</description>
</item>

<item>
<title>หนึ่งมาตรฐาน หนึ่งรูปแบบ ทางเลือกสู่ความเป็นเลิศ</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=15</link>
<description>&lt;h1 align=&quot;center&quot;&gt;&amp;quot;A doctor is a learner that will remain through out his or her life.&amp;quot; &lt;/h1&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img height=&quot;107&quot; src=&quot;3_395_1.gif&quot; width=&quot;281&quot; align=&quot;left&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;ถึงวันนี้เราอาจพูดได้ว่าวิชาการสายตาหรือออปโตเมตรี (Optometry) ได้เกิดอย่างเต็มตัวแล้วในประเทศไทย วันนี้เรามีองค์กรของตนเองที่มีแนวทางในการพัฒนาศักยภาพทางด้านวิชาการสายตา วันนี้เรามีสถาบันการศึกษาที่พร้อมในการก้าวเข้าสู่เวทีสากลด้วยหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานสูงสุดในระดับภูมิภาค สิ่งเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นด้วยเหตุบังเอิญ แต่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงาน ความมุ่งมั่น และความเชี่อมั่นในวิชาชีพที่จะส่งประโยชน์นานับประการให้แก่สังคมไทยในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังมองการพัฒนาทางวิชาการสายตาของไทยอย่างฉงนฉงายเพราะเราทำสิ่งที่ยากกว่าให้เกิดขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจนทำให้การพัฒนาทางด้านวิชาการสายตาของไทยผลิกโฉมการศึกษาในหลายๆ ด้านที่เกี่ยวเนื่องกับสายตา จากความไม่มีสู่ความเป็นระบบเท่าสากล จากความอ่อนแอสู่จุดหมายทางความคิดที่มั่นคง จากความไม่รู้สู่องค์ความรู้ใหม่ของประเทศอย่างเป็นระบบ ถึงทุกวันนี้บุคลากรทางด้านสายตายังจำเป็นต้องทำงานอย่างมุ่งมั่นต่อไปในการปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของประเทศและประชาชนให้มีสุขภาพสายตาที่ดี ในระดับประเทศแล้วการพัฒนาต่อไปนี้ควรมุ่งการพัฒนาในมาตรฐานระดับองค์กรและบุคลากรเป็นหลักสำคัญ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้สามารถพึ่งตนเองได้ทั้งทางวิชาการและการประยุกต์ใช้ในที่สุด&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;font face=&quot;MS Sans Serif&quot; size=&quot;4&quot;&gt;การพัฒนาทางวิชาการสายตาของไทยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการมีสถาบันหรือองค์กรรับผิดชอบอย่างโดดเดี่ยว ดังนั้นโดยการวิวัฒนาการต&lt;img height=&quot;156&quot; src=&quot;eye_doctor1.jpg&quot; width=&quot;195&quot; align=&quot;right&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;ามธรรมชาติแล้วในเวลาไม่ช้าไม่นานจะต้องสถาบันทางวิชาการอื่นๆ ในสาขาวิชาการสายตาเกิดขึ้นอีกซึ่งเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากหน่วยงานใดหรือใครก็ตาม องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องมีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล &lt;u&gt;คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนโดยไม่ติดแต่ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นใหญ่&lt;/u&gt; และเข้าใจในสถานะภาพทางวิชาการของประเทศที่เป็นจริงเพราะประเทศไทยต่อไปนี้จำเป็นต้องแข่งขันในเวทีประชาคมโลกมิใช่เพียงในกลุ่มภูมิภาคหรือในแถบประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บุคลากรทางด้านสายตาที่มีมาจากแหล่งต่างๆ ต้องมีจุดยืนแน่ชัด &lt;u&gt;มาตรฐานทางวิชาการและการปฏิบัติงานชัดเจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&lt;/u&gt; และพร้อมที่จะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่เป็นแนวหน้ารับมือกับปัญหาทางด้านสายตาและสุขภาพตาซึ่งมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ การเปลี่ยนแปลงในการดูแลงานด้านสายตาในอนาคตอันใกล้ทำให้เราต้องปฏิบัติงานใกล้ชิดขึ้นกับบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขสาขาอื่นๆ ในการรับมือกับปัญหาทางด้านสายตาและสุขภาพของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อในประชาชนของเราปลอดจากโรคภัยและภาวะทางตาก่อนเวลาอันควร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพัฒนาทางด้านวิชาการสายตาของไทยเป็นอีกนวัตกรรมอย่างหนึ่งในหลายด้านที่เกี่ยวเนื่องกับองค์ความรู้ทางวิชาการสายตาของประเทศซึ่งจะช่วยเตรียมพร้อมให้ประเทศไทยมีศักยภาพทางด้านวิชาการและบุคลากรให้เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและหมู่ประชากรในอนาคตอันใกล้ การพัฒนาใดที่มีทิศทางแน่นอนและมีแนวทางที่เป็นประโยชน์อย่างชัดเจนต่อประชาชนเท่านั้นที่ควรเป็นทางเลือกของประเทศ บุคลากรทางด้านสายตายังจำเป็นต้องทำงานอย่างมุ่งมั่นต่อไปในการปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของประเทศและประชาชนให้มีสุขภาพสายตาที่ดี&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;</description>
</item>

<item>
<title>วิวัฒนาการก้าวกระโดดของการศึกษาด้านสายตาไทย</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=14</link>
<description>&lt;h1 align=&quot;center&quot;&gt;&amp;quot;You are treating a human not just disease or symptom.&amp;quot; &lt;/h1&gt;&lt;font face=&quot;MS Reference Sans Serif&quot;&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot; align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#008000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: ms sans serif&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: ms sans serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#008000&quot;&gt;&lt;img height=&quot;200&quot; src=&quot;c0016722.jpg&quot; width=&quot;200&quot; align=&quot;left&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/font&gt;หลายปีก่อนคงยังจำได้ที่ได้มีการจัดตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์ขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลด้านสุขภาพฟันและใช้ยาได้ดีขึ้น โดยในสมัยก่อนการประกอบการทำฟันและจำหน่ายยานั้นไม่จำเป็นต้องเป็นบุคลากรที่มีความรู้แต่อย่างใด หากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาหรือสามารถถอนฟันได้ก็สามารถทำกิจการร้านทำฟันหรือร้านขายยาได้แล้ว เมื่อมีบุคลากรที่ได้รับการศึกษามาโดยเฉพาะในวิชาการเหล่านี้เป็นผลให้เกิดความแตกต่างในการผลการบริการที่แตกต่างกันต่อประชาชน เนื่องจากประโยชน์ของสาขาวิชาเหล่านี้ต่อประชาชนจึงทำให้การพัฒนาในวิชาการเหล่านี้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการรักษาสุขภาพฟันและการใช้ยาในประเทศไทยนั้นมีความก้าวหน้าขึ้นมาก ในทางเดียวกันนั่นเองการดูแลสุขภาพสายตาในปัจจุบันก็เหมือนกับสาขาวิชาการดูแลสุขภาพฟันและการปฏิบัติงานด้านเภสัชในสมัยก่อนนั้นเอง โดยปัจจุบันนั้นการปฏิบัติงานในสาขาวิชาทางด้านสายตาแก่ประชาชนส่วนใหญ่ตกอยู่ในความรับผิดชอบของบุคลากรที่ทำแว่นสายตาที่มีประสบการณ์สูงแต่ขาดการศึกษาอย่างเป็นระบบทำให้การพัฒนาศักยภาพทางวิชาการสายตาและด้านบริการสุขภาพสายตาของประเทศนั้นอาจไม่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาทางมหาวิทยาลัยหลายแห่งของประเทศไทยจึงได้ดำเนินงานร่วมกับสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาการสายตาหรือ Optometry ในการร่างหลักสูตรสำหรับประเทศไทยโดยใช้หลักสูตรของสาขาเดียวกันนี้โดยใช้หลักสูตรในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นต้นแบบที่สำคัญ&lt;/font&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;จนถึงประมาณปี 2545 จึงได้มีการเปิดหลักสูตรทัศนศาสตร์หรือ Doctor of Optometry (OD) ที่เป็นปริญญาเฉพาะทางการตรวจสายตาและแว่นสายตาเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยให้สาขาวิชาทาง Optometry ได้เป็นที่พึ่งในการให้บริการด้านสายตาอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สามารถให้บริการสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพระดับมูลฐานได้ และช่วยให้การบริการทางด้านสายตาของประเทศมีศักยภาพในแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ โดยทั่วไปแล้วไม่ว่าในประเทศใดก็ตามหลักสูตรมาตรฐานของสาขาวิชา Optometry สมัยใหม่จะมีรากฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งร่วมกับหลักสูตรการศึกษาของสาขาทางด้านแพทยศาสตร์บัณฑิตหรือ Doctor of Medicine บุคลากรที่ผ่านหลักสูตร Doctor of Optometry นี้จะมีความสำคัญมากในการป้องกันมิให้ระบบสาธารณสุขในระดับสูงกว่าระบบสุขภาพขั้นมูลฐานต้องถูกกดดันจากจำนวนผู้ป่วยจนเกินความสามารถของระบบที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งอาจทำให้ประเทศต้องเสียงบประมาณจำนวนมหาศาลในความพยายามที่จะแก้ปัญหาจำนวนผู้ป่วยล้นระบบ ดังนั้นนักศึกษาในหลักสูตร OD จำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปทุกอย่างของร่างกายมนุษย์โดยมุ่งเน้นในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบการของเห็นและสายตา เนื่องจากบุคลากรที่จะจบการศึกษาในหลักสูตร Doctor of Optometry ในระบบการสาธารณสุขและการแพทย์สมัยใหม่นั้นต้องมีความสามารถเป็นบุคลากรทางสาธารณสุขขั้นมูลฐาน (Primary Health Care Provider) ซึ่งมีศักยภาพและมีความสามารถระดับระหว่างแพทย์ทั่วไปกับแพทย์เฉพาะทางด้านตา เพื่อทำหน้าที่สำคัญในการป้องกันระบบสาธารณสุขของประเทศไทยจากการเป็นอัมพาศเนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่ล้นเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขระดับอื่นตามที่ได้วางมาตรฐานไว้&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;br /&gt;บุคลากรที่จบหลักสูตร Doctor of Optometry นี้มีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขของประเทศเพราะมีศักยภาพความสามารถทำงานในสถานประกอบการด้านสายตาในอนาคตอันใกล้ รวมทั้งร้านแว่นสายตาทั่วไปเช่นในปัจจุบัน หรือในหน่วยงานระดับโรงพยาบาลทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนอย่างมากให้มีแผนกเฉพาะจัดการปัญหาทางด้านสายตาโดยให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแลสุขภาพมูลฐานที่สำคัญซึ่งจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างเช่น ผู้ที่จบหลักสูตร Doctor of Optometry ทุกวันนี้สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับนั้นคือ ปัญหาทางสายตาและอาการของโรคตาที่เกี่ยวข้องกับสายตาหลากหลายชนิดไม่สามารถรักษาให้หายไปได้ แต่การที่มีบุคลากรที่มีศักยภาพเหมือนผู้ที่ได้รับการศึกษาตามหลักสูตร Doctor of Optometry จะสามารถช่วยให้ประชาชนจำนวนมากไม่ต้องเผชิญกับสภาวะทุกลภาพและกลายเป็นผู้พิการเนื่องจากความผิดปกติของสายตาที่เกิดจากสาเหตุที่ป้องกันได้ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของการเกิดตาบอดทั้งหมด ดังนั้นการมีบุคลกรเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสายตาเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขของชาติจะเป็นผลให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/font&gt;</description>
</item>

<item>
<title>พัฒนาช่างแว่นสู่วิชาชีพด้านสายตาเพิ่มคุณภาพชีวิตไทย</title>
<link>http://www.thaioptometry.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=13</link>
<description>&lt;h1 align=&quot;center&quot;&gt;&amp;quot;พร้อม ... ให้ความจริงกลับคืนสู่ประชาชน&amp;quot;&lt;/h1&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;img height=&quot;214&quot; src=&quot;c0016722.jpg&quot; width=&quot;200&quot; align=&quot;left&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;การศึกษาทางด้านสุขภาพและการแพทย์ในโลกปัจจุบันได้ก้าวหน้าขึ้นมากในประเทศไทยได้มีการตื่นตัวทางด้านสาขาวิชาทางสุขภาพอย่างมาก แต่บางสาขายังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรทั้งๆ ที่เป็นสาขาวิชาที่มีมาตรฐานแน่นอนและมีแนวทางการศึกษาต่อทางการแพทย์ในระบบสากลผิดกับสาขาอื่นๆ ที่จำกัดเฉพาะในหรือบางประเทศเท่านั้นเพราะขาดมาตรฐานและองค์กรตามระบบสากล ในที่นี้สาขาวิชาที่มีในระบบการแพทย์และการศึกษาในระดับสากลนั่นได้แก่ วิชาการสายตาและแว่นสายตา ที่บางคนเรียกว่า ทัศนศาสตร์ (ทัศนมาตรศาสตร์ หรือ ทัศนแ....ศาสตร์) ซึ่งก็หมายรวมๆแล้วมาจากสาขาวิชาที่ต่างประเทศเรียกว่า Optometry นั่นเอง ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรนั้นไม่สำคัญและไม่ควรเป็นสาระเท่ากับเนื้อหาความสำคัญของสาขาวิชานี้ในการทำงานร่วมกับบุคลากรต่างๆ ทางสาขาวิชาแพทย์ในการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;div&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ในประเทศไทยได้มีการตื่นตัวทางด้านสาขาวิชาทางสุขภาพอย่างมาก แต่บางสาขายังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรทั้งๆ ที่เป็นสาขาวิชาที่มีมาตรฐานแน่นอนและมีแนวทางการศึกษาต่อทางการแพทย์ในระบบสากลผิดกับสาขาอื่นๆ ที่จำกัดเฉพาะในหรือบางประเทศเท่านั้นเพราะขาดมาตรฐานและองค์กรตามระบบสากล ในที่นี้สาขาวิชาที่มีในระบบการแพทย์และการศึกษาในระดับสากลนั่นได้แก่ วิชาการสายตาและแว่นสายตา ที่บางคนเรียกว่า ทัศนศาสตร์ (ทัศนมาตรศาสตร์ หรือ ทัศนแ....ศาสตร์) ซึ่งก็หมายรวมๆแล้วมาจากสาขาวิชาที่ต่างประเทศเรียกว่า Optometry นั่นเอง ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรนั้นไม่สำคัญและไม่ควรเป็นสาระเท่ากับเนื้อหาความสำคัญของสาขาวิชานี้ในการทำงานร่วมกับบุคลากรต่างๆ ทางสาขาวิชาแพทย์ในการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริงในประเทศไทยได้มีการตื่นตัวทางด้านสาขาวิชาทางสุขภาพอย่างมาก แต่บางสาขายังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรทั้งๆ ที่เป็นสาขาวิชาที่มีมาตรฐานแน่นอนและมีแนวทางการศึกษาต่อทางการแพทย์ในระบบสากลผิดกับสาขาอื่นๆ ที่จำกัดเฉพาะในหรือบางประเทศเท่านั้นเพราะขาดมาตรฐานและองค์กรตามระบบสากล ในที่นี้สาขาวิชาที่มีในระบบการแพทย์และการศึกษาในระดับสากลนั่นได้แก่ วิชาการสายตาและแว่นสายตา ที่บางคนเรียกว่า ทัศนศาสตร์ (ทัศนมาตรศาสตร์ หรือ ทัศนแ....ศาสตร์) ซึ่งก็หมายรวมๆแล้วมาจากสาขาวิชาที่ต่างประเทศเรียกว่า Optometry นั่นเอง ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรนั้นไม่สำคัญและไม่ควรเป็นสาระเท่ากับเนื้อหาความสำคัญของสาขาวิชานี้ในการทำงานร่วมกับบุคลากรต่างๆ ทางสาขาวิชาแพทย์ในการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ความจริงแล้วสาขาวิชานี้มีต้นกำเนิดมาจากกิจกรรมการวัดสายตาและประกอบแว่นสายตาของบุคลากรกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดใหม่ในวิธีการดูแลสุขภาพสายตา โดยเมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้ว บุคลากรกลุ่มใหม่นี้ต่างจากบุคลากรเดิมที่ประกอบแว่นสายตาและวัดสายตาเลียนแบบวิธีการที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมาในลักษณะของประสบการณ์การทำงานจากบุคลากรรุ่นก่อนหน้านี้ บุคลากรรุ่นใหม่นี้เองได้ร่วมกันศึกษา พัฒนา และถ่ายทอดวิชาความรู้โดยใช้เหตผลทางวิทยาศาสตร์ในขณะนี้อธิบายหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการตรวจสายตาและประกอบแว่นสายตา หลักการใดที่ไม่ได้รับการอธิบายอย่างถี่ถ้วนตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ก็ได้รับการชำระเสียใหม่ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งการตรวจสายตาเปลี่ยนจากการ &amp;ldquo;วัด&amp;rdquo; มาเป็นการ &amp;ldquo;วินิจฉัย&amp;rdquo; ปัญหาสายตาอย่างมีหลักการและระบบทางวิทยาศาสตร์ บุคคลเหล่านี้ที่เป็นบิดาทางวิชาการสายตาที่เกิดขึ้นใหม่ในโลกที่ต่อมาเรียกว่า Optometry และ Vision Science สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้เกิดในดินแดนที่ไกลห่างจากประเทศไทย หากมองอย่างกว้างแล้วจะพบว่าความก้าวหน้าในด้านสุขภาพทางสายตาของประชาชนเป็นเครื่องมือบ่งชี้ถึงการพัฒนาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งเพราะการมีบุคลากรด้านนี้มากขึ้นทำให้ทุกภาคโดยรวมของสังคมสามารถเข้าเป็นส่วนร่วม ขยายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้นในทุกช่วงอายุของประชาชน ทำให้เกิดความก้าวหน้าและผลิตผลสู่สังคมของประเทศนั้นๆมากยิ่งขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ปัญหาทางสุขภาพสายตาของพี่น้องชาวไทยได้รับการละเลยมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นปัญหาสะสมและทำให้เกิดเป็นช่องว่างที่ทำให้คนบางกลุ่มที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนนำไปใช้แอบอ้างในการเอารัดเอาเปรียบบนความไม่รู้ของประชาชนโดยทั่วไป ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะประเทศไทยขาดบุคลากรที่ได้รับการศึกษาทางศาสตร์และศิลป์ของวิชาการแขนงนี้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ทำให้ประเทศขาดศักยภาพในการพัฒนาความสามารถทางด้านวิทยาการต่างๆ ที่อาจนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาจนจำเป็นต้องนำเข้าเทคโนโลยีมากกว่า 95% ที่ใช้ในปัจจุบันจากต่างชาติ เมื่อไม่นานมานี่เองที่คนไทยกลุ่มหนึ่งที่เป็นบุคลการทางด้านสายตาที่ได้เคยดำเนินกิจการเหมือนกับช่วงเวลาการเกิดของสาขา Optometry และ Vision Science ในประเทศที่พัฒนาแล้วในอดีตก็ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลศึกษาวิชาการนี้ โดยมีจุดประสงค์หลักในการนำความรู้ใหม่ๆ ที่ได้ศึกษามาใช้เพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพสายตาของประชาชนชาวไทยได้ดีขึ้น หลายคนได้กลับมาจากประเทศที่ได้รับการศึกษาและเริ่มทำการผลักดันเสริมสร้างความก้าวหน้าในให้การดูแลสุขภาพสายตาของประชาชนชาวไทย การต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวนั้นย่อมมีและรุนแรงเป็นธรรมดา แต่เสียงการต่อต้านเหล่านี้นับวันก็น้อยลงทุกทีเพราะหลายคนเล็งเห็นถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศไทยทางด้านวิชาการสายตาอย่างเป็นระบบให้ทัดเทียบประเทศที่พัฒนาแล้ว การเปิดสาขาวิชานี้ในระดับปริญญาทางอุดมศึกษาไม่ว่าที่ใดโดยไม่สร้างมาตรฐานที่ด้อยกว่ามาตรฐานสูงสุดทางสากลจึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีและยกย่องเป็นอย่างยิ่งที่สถานศึกษามองเห็นประโยชน์ที่แท้จริงของสาขาวิชานี้ ทำให้อนาคตของวิชาการ Optometry และ Vision Science หรือวิชาการสายตาและเลนส์สายตาของประเทศชาติพัฒนาอย่างเป็นระบบอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวมซึ่งตรงต่อความตั้งใจของท่านผู้ให้กำเนิดสาขาวิชานี้นั่นเอง&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;h1 align=&quot;center&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/h1&gt;&lt;/div&gt;</description>
</item>

</channel>
</rss>